S.K. Polymer ร่วมขับเคลื่อน “Tech to Track”
ผลักดันนวัตกรรมระบบรางไทยสู่การใช้งานจริง
บริษัท เอส.เค. โพลีเมอร์ จำกัด ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมระบบรางไทย
ภายใต้โครงการ “Tech to Track: เทคลงราง ล็อกเป้า เป๋าตุง” พร้อมร่วมออกบูธนำเสนอศักยภาพและนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์สำหรับระบบราง
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีฝีมือคนไทยให้สามารถผลิต ทดสอบ และนำไปใช้งานจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม
จากงานวิจัย สู่การใช้งานจริงบนระบบรางไทย
หัวใจสำคัญของ “Tech to Track” คือการเชื่อมโยง โจทย์จากผู้ใช้งานจริง งานวิจัยและนวัตกรรม มาตรฐานและการทดสอบ ตลอดจนภาคการผลิต เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทยไม่หยุดอยู่เพียงระดับงานวิจัยหรือต้นแบบ แต่สามารถเข้าสู่กระบวนการผลิตและนำไปใช้งานจริงในระบบรางได้
แนวคิดของโครงการแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
- Tech to Track – เทคลงราง: นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมฝีมือคนไทยไปใช้งานจริงในระบบราง
- ล็อกเป้า: เชื่อมโจทย์จากผู้ใช้งาน หน่วยงานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมให้พัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์จริง
- เป๋าตุง: เพิ่มการใช้ชิ้นส่วน วัสดุ และกระบวนการผลิตภายในประเทศ เพื่อสร้างตลาด รายได้ และโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและพัฒนาบุคลากร การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ ภายใต้แนวคิด “Tech to Track: เทคลงราง ล็อกเป้า เป๋าตุง” ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร.
บพข. มีเป้าหมายสนับสนุนทุนวิจัย มากกว่า 300 ล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมระบบรางมากกว่า 150 ราย พร้อมผลักดันสัดส่วนการผลิตภายในประเทศ หรือ Local Content สูงถึง 70% ในนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุน
โอกาสของนวัตกรรมยางและพอลิเมอร์ไทยในอุตสาหกรรมระบบราง
หนึ่งในกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจ คือผลิตภัณฑ์และวัสดุสำหรับเพิ่มความปลอดภัย ลดแรงสั่นสะเทือน และลดภาระการบำรุงรักษาระบบราง
การรถไฟแห่งประเทศไทยระบุถึงนวัตกรรมที่มีศักยภาพในการนำไปใช้งานจริง เช่น ยางปิดช่องว่าง ระหว่างชานชาลาและประตูรถไฟ (Platform Gap Filler) ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร รวมถึง วัสดุยางสำหรับระบบรางที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน (Under Ballast Mat) และสามารถช่วยลดต้นทุนการบำรุงรักษาโครงสร้างทางรถไฟได้
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของ S.K. Polymer ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางและพอลิเมอร์สำหรับงานวิศวกรรมและ Railway System โดยบริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้าน Safety, Performance, Durability และการผลิตภายในประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
S.K. Polymer ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Innovation Showcase
ภายในงานยังมีการจัด Innovation Showcase เพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบรางที่พัฒนาโดยหน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเส้นทางตั้งแต่การวิจัย การทดสอบและรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการผลิตและนำไปใช้งานจริง
S.K. Polymer ได้เข้าร่วมโครงการและร่วมออกบูธภายในงาน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานในอุตสาหกรรม พร้อมนำเสนอศักยภาพด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์สำหรับระบบราง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่บริษัทให้ความสำคัญและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับ S.K. Polymer การมีส่วนร่วมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการเชื่อมโยง งานวิจัย เทคโนโลยี ความสามารถด้านการผลิต และความต้องการจากผู้ใช้งานจริง เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาโดยคนไทยให้สามารถแข่งขันและถูกนำไปใช้งานได้ทั้งในประเทศไทยและตลาดต่างประเทศ
จาก Local Content สู่ศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก
การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางภายในประเทศจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังสร้างองค์ความรู้ บุคลากร การจ้างงาน และ Supply Chain ภายในประเทศ โดยเป้าหมายในระยะยาวไม่ได้หยุดอยู่เพียงการผลิตเพื่อใช้งานในประเทศไทย แต่รวมถึงการสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดระบบรางในระดับสากลได้
S.K. Polymer พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านยางและพอลิเมอร์สำหรับระบบราง ร่วมกับภาครัฐ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีของคนไทยให้เกิดการใช้งานจริง และร่วมสร้างอุตสาหกรรมระบบรางไทยที่แข็งแกร่ง ปลอดภัย และแข่งขันได้ในระดับโลก
Research → Test → Manufacture → Track
เพราะสำหรับเรา นวัตกรรมที่มีคุณค่า คือ นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานจริงได้
with over 40 years of engineering experience. ״

